9/2/2007

นวัตกรรมทำให้ชีวิตง่ายขึ้น

Filed under: มือก่ายหน้า ขาไขว่ห้าง — Lithium Carbonate @ 7:15 am

2 สัปดาห์ต่อกันที่ผ่านมามีเหตุซวยอะไรก็ไม่รู้ขับรถอยู่ดีๆ ก็ไปเหยียบตะปู
ทำให้ล้อรถยางรั่วต่อกัน 2 สัปดาห์ซ้อน ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ก็ไม่ค่อยเหยียบ
นอกจากมีครั้งนึงซ่าขับรถเข้าไปในทางสายเปลี่ยว ก็เลยโดนซะ

จากการวิเคราะห์ที่ยางรั่วถึงสองครั้งติดๆกัน อาจจะเนื่องมาจากการที่
ขับรถไปแถวใกล้ที่ก่อสร้าง มันคงจะมีตะปูอยู่แถวนั้น

วันแรกที่รั่วโชคดีที่มีร้านปะยางอยู่ใกล้ แค่อึดใจเดียวก็ไปถึง
ไปถึงปุ๊บ ลงรถปั๊บ เดินไปหาร้านแป๊บ เป็นงงป้าป เพราะในร้าน
ปะยางมีแต่ผู้หญิง แถมแต่งตัวเหมือนช่างผู้ชายด้วย

ในใจก็คิดว่า จะไหวเหรอเนี่ยทำไมมีแต่ผู้หญิง เราต้องทำตัวเป็นลูกผู้ชายตัวจริง
อีกครั้งไหมเนี่ย คิดไปถึงไหนต่อไหน เขาใช้แม่แรงยกรถขึ้นมาเรียบร้อยแล้ว
สักพักแม่นางก็หมุนล้อมองหา สาเหตุที่ทำให้รถล้อแบน ก็เจอตะปู ก็ดึงออกมา
แล้วก็เอาอะไรแทงๆเข้าไปในล้อ เหมือนจะต้องการให้รูรั่วมันใหญ่ขึ้น
มองไปที่ล้อสักพักก็มีอะไรไหลออกมาจากล้อ ก็ยิ่งงง เอ๊ะมันเกิดอะไรขึ้น
กับรถเราเนี่ย มองดูมันเหมือนอึหนอนที่กินใบ้ไม้เลย เราก็เลยถาม ว่ามันคืออะไร

แม่นางบอกว่า เนี่ยแหละปะยางให้เรียบร้อยแล้ว แป๊ว! ยิ่งงงไปกันใหญ่
นึกในใจว่าหลอกกันหรือเปล่าเนี่ย อะไรมันจะง่ายดายปานนั้น เราก็เลยถามว่า
มันจะอยู่ได้นานแค่ไหน (นึกต่อในใจว่า หากินง่ายๆแบบนี้เนี่ยนะ) แม่นางก็บอกว่า
รับประกันตลอดอายุการใช้งาน

555 เหลือกินจริงๆ มิน่า ทำไมร้านเธอมีแต่ผู้หญิง เพราะมันง่ายอย่างนี้นี่เอง

และแล้ววันต่อมาก็รั่วอีก แต่เป็นคนละล้อ คราวที่แล้วล้อหน้า คราวนี้ล้อหลัง
แต่ฝั่งขวาเหมือนกัน คราวนี้โชคร้ายมันแบนตอนที่กำลังจอด แต่ก็ยังพอมีโชค
ที่ยังมียางอะไหล่ให้เปลี่ยน โดยน้องเขามาช่วยเปลี่ยนให้ ตกเย็นเลิกงานกลับ
บ้านก็เลยแวะปะยางที่ปั้มข้างทาง

ในใจก็หวังลึกๆ ว่าอยากได้ร้านปะแบบจานด่วนเหมือนคราวที่แล้ว ก็เลยพยายาม
เฝ้ามองพนักงานทุกขั้นตอน คราวนี้เป็นผู้ชายตัวเล็กๆ แต่ก็ดูขึงขังมีกำลังวังชา
แม้จะเป็นช่วงเย็นของวัน

คราวนี้ไม่เหมือนคราวที่แล้ว เพราะต้องมีการนำล้อออกมาด้วย สักพักก็นำล้อไปไว้
บนแท่นแล้วมีเครื่องไม้เครื่องมือมาช่วย เพื่อทำการถอดยางล้อที่ติดกับเหล็กออก
ลักษณะไม่ต่างกับการถอดล้อจักรยาน หรือยางล้อรถจักรยานยนต์ มาปะเหมือน
ที่ผมเคยทำ ตอนหนุ่มๆเลย เสร็จแล้วก็นำยางที่ถอดออกมาได้ไปถอดตะปู และ
ทำการปะ ซึ่งเป็นการปะยางจริงๆ ไม่เหมือนกับกรรมวิธีการปะของร้านพลังหญิง
ในครั้งแรก

แถมมีการตรวจสอบคุณภาพในการปะด้วยการนำล้อรถไปแช่ในอ่างน้ำขนาดใหญ่
เพื่อดูว่ามีฟองอากาศเล็ดลอดออกมาจากล้อรถไหม ก็ปรากฏว่าไม่มี เป็นอันใช้ได้

ระยะเวลาในการปะของครั้งที่สองต่างกับครั้งแรกอย่างมาก ครั้งแรกใช้เวลาไม่น่าเกิน
3 นาที แต่ครั้งหลังใช้เวลา สิบกว่า ถึงยี่สิบนาทีเห็นจะได้แถมยังต้องใช้พลังงาน
ในการทำมากกว่าด้วย

นี่แหละที่เขาเรียกว่าการมีนวัตกรรมมันทำให้ชีวิตในหลายๆด้านดีขึ้น แม้กระทั้ง
วงการการปะยางก็ไม่เว้น

8/6/2007

บทเพลงที่หายไป

Filed under: มือก่ายหน้า ขาไขว่ห้าง — Lithium Carbonate @ 11:30 pm

ไม่ค่อยได้ฟังเพลงเท่าไหร่ในช่วงนี้ ด้วยความไม่สะดวกเพราะการทำงาน
ที่แม้จะใช้หูฟังเหมือนเมื่อก่อนก็ไม่ได้ เพราะต้องพูดคุยกับผู้คน

สมัยก่อนตอนที่ยังไม่ทำงานนั้นจะฟังเพลงเยอะมาก ฟังวิทยุ ฟังทั้งเทป
เพราะสมัยก่อนยังไม่ค่อยมีซีดี

มาเมื่อวันก่อนเป็นวันหยุด ก็เลยหยุดฟังข่าวมาฟังเพลงบ้างระหว่างเดินทาง
ก็ได้ฟังเพลง เป็นเพลงแนววัยรุ่นสมัยนี้ ซึ่งจะออกประมาณว่าร้องซ้ำไปซ้ำมา
อยู่ความเดิมทั้งเพลง

สักพักได้ฟังเพลงสมัยเมื่อประมาณยุค 70-80 ของคุณเรวัติ ถ้าจำชื่อไม่ผิด
น่าจะชื่อเพลงปากเสีย ซึ่งถือได้ว่าเป็นเพลงที่มีเนื้อหาที่เข้าใจยากพอสมควร
ถ้าไม่ตั้งใจฟังให้ดี แต่ก็ยังเข้าท่ากว่าเพลงที่กล่าวมาตอนแรก

แล้วก็ได้ฟังเพลงสมัยเก่าๆอีกหลายเพลง ซึ่งก็ทำให้คิดได้ว่า
คนทำเพลงในสมัยก่อนนั้น เขาทำเพลงหรือทำดนตรีจริงๆ
คือถ้าเราได้ฟังแล้วก็จะได้รับความสุนทรีย์ หรือเกิดสุนทรียภาพในการฟัง
เพราะนอกจากจะมีเนื้อหาที่มีถ้อยคำที่คล้องจองแล้ว ก็ยังมีดนตรีที่น่าฟัง

(ลืมบอกไปว่าตัวผมนั้นฟังเพลงได้ทุกแนว ตั้งแต่ลูกทุ่ง หมอลำ
ร็อก อัลเทอร์เนทีฟ หรือแม้กระทั้งเด็ดร็อค เพลงเพื่อชีวิตหรือเพลงใต้ดินต่างๆ)

คนทำเพลงในปัจจุบันนั้นจะทำเพื่อให้ท่อนฮุกของเพลงตัวเองนั้นดังเป็นดี
เพื่อที่จะได้มีคนโหลดไปลงมือถือเยอะๆ และได้ผลตอบแทนเยอะๆ

ซึ่งคิดแค่นี้มันก็ทำให้เชื่อได้ว่า งานเพลงที่ออกมามันก็มีอะไรที่ผิดพลาดแล้ว
คงหวังไม่ได้ที่จะได้เห็นงานเพลงที่คนทำเพลงแบบศิลปะมาให้เราได้ฟังไม่มีแน่นอน

แต่ก็ไม่ใช่ว่าคนที่ทำงานเพลงแบบศิลปะหรือศิลปินไม่มีเหลืออยู่เลย
ก็ยังพอมีเหลืออยู่บ้างเช่น มาลีฮวนน่า หรือเสกโลโซ หรือศุ บุญเลี้ยง
และก็อีกหลายคน

แต่สิ่งที่ยังขาดหายไปมากๆในวงการเพลงไทยสมัยปัจจุบันคือ เนื้อหาของเพลง
ที่ไม่ค่อยได้เรื่อง และไม่ค่อยมีความสระสรวยของคำ
ซึ่งมันคือหัวใจสำคัญของเพลงอีกเหมือนกัน

ก็เลยทำให้ผมนึกขึ้นมาว่าสงสัยเห็นที่เราจะต้องไปแต่งเพลงเองแล้วล่ะ
เพราะอาชีพนักแต่งเพลงก็ถือว่าเป็นทางเลือกนึงในชีวิตที่เคยคิดจะเป็น
ถ้าไม่มีอาชีพอะไรให้ทำจริงๆ ก็เคยลองเขียน แต่ไม่เคยเสนอใคร
และก็คิดว่าแต่งได้ดีกว่าหลายๆเพลงที่มีอยู่ในปัจจุบันด้วย

แล้วก็ให้บังเอิญว่าวันนั้นรายการกรีนเวฟ ก็เปิดแต่เพลงเก่าทั้งวัน
แถมเว็บเพลงเก่า ก็กลับมาใช้ได้เหมือนเดิมแล้ว ก็เลยได้ฟังแต่เพลงเก่า
ทั้งวันนั้นเลย

แล้วก็ยิ่งให้อังเอิญไปกันใหญ่เมื่อวันนี้อีกเหมือนกันในช่วงเย็นขณะกลับบ้าน
ได้เปิดไปที่คลื่น FATRADIO ได้ฟังสัมภาษณ์ของนักวิจารณ์เพลงบ้านเรา
ซึ่งก็มีไม่กี่คนที่ผมรู้จัก คือ คุณนรเศรษฐ์ หมัดคง

คำพูดของเขานั้นโดนใจผมทุกอย่างเลย คือทำไมเพลงไทยมันมีแต่เนื้อหาที่เป็น
เพลงรัก เพลงอกหัก รักระหว่างคนสองคนด้วย ทำไมมันไม่มีเนื้อหาอย่างอื่นเลย
แถมคนเปิดเพลงก็เปิดแต่เพลงรัก อกหัก ถ้านอกเหนือจากเพลงพวกนี้ก็จะกลาย
เป็นเพลงเพื่อชีวิตไปเลย ซึ่งมันผิดพลาดมากๆ คุณนรเศรษฐว่าอย่างนั้น
มีผมก็เห็นด้วยมากๆ และเห็นด้วยมานานมากแล้ว ว่าประเทศไทยมันน่าจะมีเพลงประมาณ
ยักษ์ใหญ่ไล่ยักษ์เล็ก-บิ๊กแอส (ผมใช้เป็นเพลงรอสายมาประมาณ 3 ปีแล้ว
มอบให้ทักษิณโดยเฉพาะ) คนล่าฝัน-แอ๊ดคาราวบาว ,ผู้ชนะ-เสกโลโซ,
อหังการ์-The Exile , ปริญญาใจ-ศิริพร อำไพวงษ์, นิทานหิ่งห้ิอย - ศุ บุญเลี้ยง

ซึ่งมันควรจะมีเพลงพวกนี้อยู่ในสังคมไทยมากๆ เพราะคนไทยเราไม่ได้มีความ
คิดแต่เรื่องรักๆ อกหัก น้ำเน่า เพราะฉะนั้นศิลปะที่สื่อออกมาทางเสียงเพลง
มันก็ไม่ควรมีแต่เพลงรัก อกหัก แอบรัก มันควรจะมีเพลงชวนกันให้รักกัน
มันควรจะมีเพลงที่บอกวัยรุ่นว่าให้ตั้งใจเรียน มันควรจะมีเพลงบอกว่าให้เรารักพ่อแม่
แล้วก็เพลงพวกนี้ก็ควรจะเป็นดนตรีแบบสมัยใหม่ ป็อป หรือร็อค หรืออะไรก็ว่าไป
พอฟังแล้วก็สนุกได้สุนทรียภาพ และปลุกฝังความคิดดีๆ หรือเป็นเพลงปกตินี้แหละ

ซึ่งเรื่องเหล่านี้มันต้องอาศัยทั้งตัวศิลปินที่ผลิตผลงานของตัวเองออกมาด้วย
ว่าจะเอาใจตลาดอย่างเดียวหรือเปล่า รวมทั้งเจ้าของค่ายเพลงด้วยว่าจะให้เพลง
ประสบความสำเร็จแต่เป็นเพลงโหลดลงมือถืออย่างเดียวหรือเปล่า เคยคิดอยาก
ให้เพลงของค่ายคุณเป็นอมตะ เหมือนเพลงดังๆ ของเมืองนอกเขาไหม
เพลงดังเพลงอมตะเขาไม่เห็นต้องเป็นเพลงรักหรืออกหักอย่างเดียวเลย

ครั้งนึงนานมาแล้วหลายปีที่วงการเกมส์โชว์ของประเทศไทย
มีแต่เกมส์ไร้สาระไม่ใช้สมอง แถมให้แต่ดารามาร่วมรายการ
แต่ปัจจุบันเกมส์เหล่านั้นเหลือน้อยลงมาก

เกมส์โชว์บ้านเราปัจจุบันเริ่มมีสาระมากขึ้น และต้องใช้สมอง
จากผู้ชมทางบ้านที่มาร่วมรายการในการแข่งขัน

วงการเพลงบ้านเราถ้าเอากันจริงๆจังๆ ก็สามารถทำให้วงการเพลง
ไม่ได้มีแต่เพลงรักๆ อกหัก แอบรัก ได้ สามารถมีเพลงที่มีเพลง
ที่มีสาระและทำให้คนฟังได้ ทุกคลื่น ทุกเวลาได้โดยไม่แบ่งว่าเป็น
เพื่อชีวิตหรือเพื่อความรัก กอล์ฟไมค์อาจจะมาร้องเพลงให้คนไทยรักกัน
แล้วทุกคนก็เต้น แดนบีมอาจจะร้องเพลงให้กำลังใจคนที่อยู่ภาคใต้
นิโคลอาจจะมาร้องเพลงที่ให้กำลังใจกับพนักงานที่โรงงานกำลังปิดตัวลง
ลิเดียอาจจะมาร้องเพลงที่บอกว่าให้นักเรียนเชื่อฟังครูแล้วทุกคนเต้นตาม
โฟร์มดอาจจะมาร้องเพลงเกี่ยวกับเรื่องบอกว่ารักในวัยเรียนไม่ดีแล้ว
ทุกคนก็ร้องตามกันได้ทุกคน

ฝันถึงบทเพลงที่หายไปของวงการเพลงไทย ฝันทีอยู่ไม่ไกล

7/31/2007

มันคงเป็นวันฟ้าหม่น

Filed under: มือก่ายหน้า ขาไขว่ห้าง — Lithium Carbonate @ 12:07 am

ณ วินาทีนี้ สำหรับประเทศไทยเราต้องบอกว่า “ขอไปตายเอาดาบหน้าก่อน”
(ยืมจากคำของคุณดนัย เอกมหาสวัสดิ์ FM98.0 Business Radio)
แต่ไม่ใข่คำของคนที่สิ้นคิด แต่มันคือทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทย
ในตอนนี้

คือจะอย่างไรก็แล้วแต่ ขอให้รัฐธรรมนูญฉบับบนี้ได้ผ่านไปก่อน รับไว้ก่อน
แล้วต่อไปใครเข้ามาเป็นรัฐบาลที่เข้ามาแบบถูกวิธี ก็ค่อยเข้ามาสร้างกติกา
แก้ไขและร่างใหม่ดีๆอีกที ถ้าจะว่ารัฐธรรมนูญปี ‘50 นี้เป็นฉบับบเผด็จการ

เพราะอะไร? เพราะว่าไม่อย่างนั้นแล้วประเทศไทยก็จะมองไม่เห็นทางอะไรเลย
ประเทศเราจะวุ่นวายอยู่อย่างนี้เหรอ จะวุ่นวายสับสนไปอีกกี่ปีกี่ชาติ

ผมไม่เถียงกับนักวิชาการ และพวกที่ว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นฉบับเผด็จการ
แต่มันก็ไม่ได้ขี้เหร่อะไร คุณมองในแง่ของอุดมคติเกิดไปหรือเปล่า
คุณจะมองว่าประเทศไทยเป็นยูโทเปียไม่ได้ เพราะแม้กระทั้งยูโทเปีย
ก็ยังไม่มีอยู่จริง

คุณไม่เอารัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้วคุณมีคำตอบให้กับประเทศต่อไปไหม
ว่าประเทศเราจะหยุดความวุ่นวายสับสนได้อย่างไร จะหยุดการเผชิญหน้า
กันทั้งสองฝ่ายระหว่างอำนาจเก่า กับอำนาจปัจจุบันได้อย่างไร

ถ้าคุณไม่ชอบ ใช้ไปสักปีเดียวแล้วเขียนมาใหม่ตามกฎกติกาที่พวกคุณว่าดี
ถูกต้อง จากรัฐบาลที่มาถูกวิธี ถึงแม้มันจะไม่คุ้มกับงบประมาณที่เสียไป
จากการทำรัฐธรรมนูญปี’50 แต่มันก็คุ้มกับการที่ประเทศเราหยุดความสับสน
วุ่นวาย ไม่แบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย อย่างที่เป็นอยู่

7/30/2007

ผู้นำบ้าอำนาจ

สาเหตุของการปฏิรูปการเมืองหรือการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ในปี’40
นั้นก็เนื่องมาจากเหตุแห่งการรัฐประหารคราว พฤษภาทมิฬในปี ‘35

ประเด็นสำคัญๆในรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นมาก็คือ เรื่องของค์กรที่เกิดขึ้นมา
เพื่อตรวจสอบ การทำงานต่างๆของรัฐบาล และองค์กรต่างๆด้วยกันเอง
เพื่อให้เกิดการถ่วงดุลอำนาจซึ่งกันและกัน

นอกจากนี้ก็ยังมีเรื่องของการกระจายอำนาจ, การป้องกันไม่ให้เกิด
การรัฐประหารซ้ำรอย หรือเผด็จการ

แต่ก็น่าขำมาก ที่การตั้งใจเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ในปี ‘40 ของไทย
กลับได้ผลตรงกันข้ามกับสิ่งที่ต้องการจะได้

ระบบการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ทั้งปปช. สตง.
สามารถกลายเป็นเป็ดง่อย ไม่สามารถตรวจสอบอะไรรัฐบาล
และองค์กรอื่นๆได้เลย เพราะความสามารถของคนบางคน
ที่มองเห็นช่องโหว่ของกฏหมายจากรัฐธรรมนูญ

ประเทศไทยได้ระบบเผด็จการทางรัฐสภา มาจากรัฐธรรมนูญปี ‘40
โดยไม่ได้ตั้งใจ

ประเทศไทยได้ผู้ว่า CEO ซึ่งเป็นแหล่งศูนย์รวมอำนาจแทนการกระจายอำนาจ

ประเทศเยอรมันเคยประสบชะตากรรมในการมีเผด็จการที่มีผู้นำบ้าอำนาจ
คล้ายประเทศไทย และทำให้ประเทศเยอรมัน และชาวโลก เสียหาย
จนต้องจดจำ เป็นบทเรียนราคาแพง และต้องหาวิธีป้องกัน และแก้ไข
โดยการเขียนรัฐธรรมนูญออกมาเพื่อไม่ให้เผด็จการเช่นฮิตเล่อร์ขึ้นมาได้อีก

ประเทศไทยก็เข็ดกับการที่มีผู้นำบ้าอำนาจเช่นกัน
และกำลังทำรัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อออกมาป้องกัน โดยการไปลอกจากรัฐธรรมนูญ
จากเยอรมันบ้าง ประเทศอื่นบ้างเช่นเคย แต่ก็ไม่รู้ว่าจะได้ผลแค่ไหน
ระบบเผด็จการทางรัฐสภา หรือผู้นำบ้าอำนาจ จะเกิดขึ้นมาได้อีกหรือเปล่า

เพราะรัฐธรรมนูญของประเทศไหน ก็ใช้ได้ดีเฉพาะในประเทศนั้น
หรือแม้กระทั้งประเทศไทยเอง ก็คงต้องมีรัฐธรรมนูญที่เป็นแบบไทยๆ
เช่นกัน

ก็คงต้องติดตามชมกันต่อไป

7/19/2007

รุ่งเรืองและร่วงโรย

Filed under: มือก่ายหน้า ขาไขว่ห้าง — Lithium Carbonate @ 12:00 am

เคยพูดถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลงมาแล้วประมาณครั้งหรือสองครั้งจำไม่ได้
ณ เวลานี้ก็เกิดมีความคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ขึ้นมาอีกอยู่บ่อยๆ

ในประวัติศาสตร์นั้นสอนเราเรื่องการเปลี่ยนแปลงของความเจริญรุ่งเรื่อง
และการเสื่อมถอยของวัฒนธรรมต่างๆ อย่างชัดเจน เช่นอียิปต์ก็เคยรุ่งเรืองมาก
จีนก็เคยรุ่งเรืองมาก ขอมโบราณก็เคยรุ่งเรือง แล้วทุกที่ก็เกิดเสื่อมโทรมลง
จนเหลือแต่เพียงกลายเป็นเมืองธรรมดา

นั่นเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงที่มีความกว้างของเวลานานไป
เอาให้แคบลงกว่านั้น และใกล้ตัวเรามากกว่า ในเรื่องของธุรกิจ
บริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของโลกเช่น General Motor หรือ GM
กำลังถูกบริษัท รถยนต์น้องใหม่จากญี่ปุ่นอย่าง TOYOTA มาแซงหน้า
ในเรื่องความยิ่งใหญ่

แม้แต่เศรษฐีโลกอย่างบิลเกตต์ ก็ยังถูกแซงหน้าในเรื่องความร่ำรวยไปได้
ด้วยมหาเศรษฐีชาวเม็กซักัน

ในประเทศเราก็มีตัวอย่างให้เห็นเยอะ เช่นค่ายเพลงนิธิทัศน์โปรโมชั่น
หรือคีตาเรคคอร์ด ก็เคยยิ่งใหญ่ ตอนนี้บางคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันคืออะไร

ในเรื่องของคนก็เช่นกัน จากเคยยิ่งใหญ่ เป็นใหญ่เป็นโต เป็นถึง ผบทบ
คนบางคนเคยเป็นนายก สุดท้ายก็กลายมาเป็นแค่คนธรรมดาๆ คนนึง
หรือบางคนก็ต้องไปอยู่ในคุก

คนบ้างคนเคยร่ำรวยมหาศาล ธุรกิจยิ่งใหญ่ยากยิ่งที่จะหาใครมาเปรียบ
สุดท้ายก็กลายเป็นคนธรรมดา

ยังมีเรื่องราวอีกมายมายหลายอย่างในโลกที่เป็นเช่นนี้เหมือนกัน คือ
สามารถเปลี่ยนจากจนกลายเป็นรวยได้ เปลี่ยนจากยิ่งใหญ่เป็นสามัญธรรมดา
นั่นก็หมายความว่า คุณก็มีโอกาสเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน ซึ่งมันก็อยู่
ที่คุณว่า คุณเลือกที่จะให้ชีวิตหรือนำพาชีวิตของตัวคุณเอง
ไปสู่ความ “รุ่งเรืองหรือร่วงโรย”

7/14/2007

ไทยเป็นมหาอำนาจ?

Filed under: มือก่ายหน้า ขาไขว่ห้าง — Lithium Carbonate @ 12:41 am

จากการวิจัยและสำรวจเรื่องการใช้น้ำมันของโลกคาดว่าอีกไม่เกิน 50 ปี
น้ำมันก็จะหมดไปซึ่งในความเป็นจริงแล้วอาจจะหมดเร็วกว่านั้นก็ได้
เพราะปริมาณการใช้น้ำมันของโลกมีอัตราที่เพิ่มขึ้นมาก ตามความเจริญรุ่งเรือง
ของโลก และการเพิ่มขึ้นของประชากรโลกที่มากขึ้นทุกวัน

พลังงานหลายๆส่วนได้ทุกหยิบยก และนำมาพิจารณาทดสอบและใช้งานจริง
เพื่อทดแทนการกำลังจะหมดของน้ำมัน ไม่ว่าจะเป็นพลังงานปรมณู พลังงานลม
พลังงานแดด และอื่นๆ

ณ สถานการณ์ปัจจุบัน หลายๆประเทศกำลังหันมาให้ความสนใจในเรื่อง
ของน้ำมันที่มาจากพืชเช่นแก๊สโซฮอล หรือนำมันเบนซินผสมแอลกอฮอล์
รวมทั้งไบโอดีเซล หรือน้ำมันดีเซลผสมน้ำมันพืช

เป็นไปได้ไหมว่าเครื่องยนต์ในอนาคตอันใกล้นี้จะสามารถใช้เชื้อเพลิง
ที่เป็นแอลกอฮอล์ หรือน้ำมันพืชที่บริสุทธิ์ ที่มาจากต้นพืชโดยตรง
ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง และผู้ผลิตเครื่องยนต์ต่างๆ ต่างก็ผลิตเครื่องยนต์
เช่นดังว่ามากันหมด

เป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน ที่ประเทศไทยซึ่งถือว่ามีภูมิประเทศอันได้เปรียบชาวโลก
ในการที่จะปลูกพืชเพื่อผลิตเป็นพลังงานเช่นดังว่า จะกลายมาเป็นมหาอำนาจใหม
่ด้านพลังงานทางเลือก

7/8/2007

อุดรูระบบของคุณหรือยัง?

Filed under: เทคโนโลยี — Lithium Carbonate @ 11:00 pm

ชีวิตทั้งการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวันเกี่ยวข้องกับ google อยู่เกือบตลอดเวลา
ต้องทำการค้นหาข้อมูลหลายๆอย่างอยู่เป็นประจำ เป็นความบังเอิญหรืออย่างไรไม่รู้
ที่ว่า ค้นหาข้อมูลอยู่ในกูเกิลแล้วปรากฏว่าค้นไปเจอข้อมูลที่เป็นความลับของคนอื่นๆ
ตั้ง 3 วันติดกัน

และก่อนหน้านี้ก็เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มีมาบ่อยๆ เชื่อขนมกินได้เลยว่า ข้อมูลที่ว่าเป็น
ความลับนั้น มันเป็นความลับของคนอื่นเขาจริงๆ แต่ด้วยความโง่เขลา หรือความรู้
เท่าไม่ถึงการณ์ของใครก็ไม่รู้ ที่ทำให้ข้อมูลเหล่านั้นต้องไม่เป็นความลับ และสามารถ
ค้นหาเจอจากกูเกิลได้

จริงๆแล้วข้อมูลเหล่านั้นมันต้องเข้าระบบใช้รหัสลับสำหรับให้เข้าไปดูข้อมูลก่อน
แต่ด้วยความที่คนเขียนระบบและคนทำระบบแย่ ก็เลยทำให้มีทางลัดไปหาข้อมูลเหล่านั้น
ได้โดยไม่ต้องใส่รหัสหรือ password อะไรแต่อย่างใด

มีอย่างที่ไหนที่ความลับขององค์กรแต่สามารถค้นหาเจอจากกูเกิลได้

จะมากล่าวหาว่า google ละเมิดความเป็นส่วนตัวหรือ นำพาให้คนอื่นสามารถ
มาล้วงความลับจากเราไปได้ก็คงไม่ถูก เพราะมันเกิดจากความไม่ได้เรื่องของคน
ทำระบบของเราเอง

แต่ที่ยิ่งแย่ไปกว่านั้นก็คือ ข้อมูลความลับนั้นมันเป็นของทางราชการ ซึ่งไม่รู้ว่า
มันจะสร้างความเสียหายให้กับองค์กรเหล่านั้นมากน้อยแค่ไหน แต่ข้อมูลที่ไปพบมา
นั้นไม่ได้สร้างความเสียหายให้กับองค์กรเหล่านั้นมากมายเท่าไหร่

แต่ก็มีข้อมูลส่วนนึงที่เป็นขององค์กรเอกชน ที่เป็นความลับขององค์กร
ที่เรียกได้ว่าเป็นความลับทางการค้าเลยทีเดียวที่สามารถเข้าถึงได้โดย
ผ่านกูเกิล ซึ่งตรงนี้ก็เรียกได้ว่าสร้างความเสียหายให้อย่างสูงเลยทีเดียว

เรื่องอย่างนี้ถ้าคนที่เป็นหัวหน้าองค์กรไม่มีความรู้ หรือพนักงานไม่มีความรู้
หรือมีความรู้แต่ไม่รักษาผลประโยชน์ขององค์กร ถ้าเกิดที่ไหน ก็เป็นการไม่ดี
แน่นอน ก็คงได้แต่ฝากๆ ไว้ว่า ใครที่คิดจะใช้อินเตอร์ หรือระบบอินเตอร์
ในการเก็บข้อมูลเพื่อให้สะดวกกับการใช้งานนั้น คงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ
เพราะกูเกิลนั้นเวลามันค้นหาข้อมูล มันไม่รู้หรอกว่าอะไรลับไม่ลับ
เพราะถ้าเปิดช่องทางให้มันสามารถเข้าไปทะลุทะลวงข้อมูลของคุณได้ตรงจุดไหน
มันก็ชอนไชไปหมด

5/30/2007

เล่นกับคำ

Filed under: เทคโนโลยี — Lithium Carbonate @ 9:32 am

ได้มีโอกาสฟังเรื่องเกี่ยวกับ seo จากผู้เชี่ยวชาญตัวจริง
ซึ่งก่อนหน้านี้ก็พอจะรู้มาบ้างว่าการทำ search engine optimize นั้น
ทำกันอย่างไร แต่ไม่เคยจริงจัง หรือให้ความสำคัญกับมันมากนัก

มีคำนึงออกจากปากผู้เชี่ยวชาญที่มาสกิดใจเราเขาบอกว่า
“การทำ seo นั้น ต้องอาศัยความมานะพยายามมาก
แต่พอเวลามันเห็นผล มันคุ้มมาก” ก็เลยทำให้เกิดความคิดหึกเหิม
อยากลองเล่นกับคำขึ้นมาทันที

จากความที่ไม่เคยให้ความสำคัญและให้ความสนใจในเรื่อง seo อย่างจริงจัง
ก็เลยนั่งทางใน แล้วสรุปเอง เออเอง ว่าการทำ seo นั้นเขาทำกันอย่างไร

ก็เลยมาตั้งต้นตั้งแต่ การตั้งสมมุติฐานว่า ต้องเลียนแบบเว็บที่เขาอยู่อันดับต้นๆ
ที่ค้นหาเจอจากกูเกิล เขาจะต้องมีอะไรดีแน่ เขาถึงสามารถมาอยู่อันดับต้นๆ
ของการค้นหาได้ ก็สรุปเป็นประเด็นได้ว่า meta tag ต้องดี ,คีย์เวิดต้องดี
และอะไรอีกหลายๆอย่างต้องดี

และที่สำคัญก็พบกับสิ่งที่เหมือนจะเป็นเคล็ดลับที่ทำให้เว็บเขาอยู่อันดับต้นๆ
ของกูเกิลได้ เพราะมันลับจริงๆ นั่นก็คือ เว็บนั้นมีการซ่อนคำ หลายร้อยคำในเว็บ
เพื่อให้ robot ของ search engine มาค้นหาและเก็บคำเหล่านั้นไป

ก็เลยสร้างคำซ่อนไว้ในเว็บเต็มเลย โดยทำเป็นตัวหนังสือเล็ก แบบเล็กมาก
แถมยังสีเดียวกับแบล็กกราวด์ของเว็บอีกต่างหาก

และแล้วเราก็มีคำที่เป็นจุดมุ่งหมายที่หวังจะให้กูเกิลมาเก็บไปเป็น พันๆคำแล้วทีนี้

และเราก็รอ รอว่ากูเกิลจะมาเก็บคำไป และแล้วก็เป็นเวลาไม่นานแค่ไม่กี่วันกูเกิล
ก็มาเก็บคำจากเว็บเราไปจริงๆ เก็บไปหมดเลย

ผลปรากฏว่าอันดับการค้นหาของเว็บเราขึ้นอันดับพรวดพราด จากที่เคยอยู่หน้า
10 ของการค้นหา กระโดนมาอยู่ที่หน้า 6 ของการค้นหา

ดีใจมากที่การทำ seo ของเราประสบกับความสำเร็จอย่างงดงาม สมกับที่ใช้ความพยายาม
เหมือนกับคำที่ผู้เชี่ยวชาญเขาพูดจริงๆ

และเราก็ตั้งตารอต่อ ว่าวันไหนอันดับเว็บของเราจะก้าวขึ้นมาอยู่หน้าหนึ่งของการค้นหาได้
เฝ้ารอ แล้วก็รอ ก็ยังอยู่หน้า 6 เหมือนเดิม อยู่หลายวัน

และแล้วเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็มาถึง เมื่อเราทำการค้นหาคำคีย์เวิดมุ่งหมาย
ของเราไม่เจอเว็บเรา หน้า 6 ก็ไม่เจอ หน้า 10 ที่เคยอยู่มานาน ก่อนได้อันดับขึ้นก็ไม่เจอ
แต่กลับไปเจอที่หน้า 20 กว่าๆ ก็เลยคาดเดาว่า มันต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่

เฝ้าดูอาการอีก อีกไม่กี่วันก็กลับมาอันดับ 6 เหมือนเดิม แล้วก็กลับไปที่ 20 กว่าเหมือนเดิมอีก

ก็เลยต้องอยู่เฉยไม่ได้แล้ว ก็เลยไปหาอ่านคู่มือสำหรับการทำ search engine freindly
ก็เลยได้ถึงบางอ้อว่า สิ่งที่เราทำไปนั้นมันเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับกูเกิลเลยทีเดียว
นั่นก็คือ เว็บกูเกิลถือว่าเว็บที่มีการซ่อนคำนั้นเป็นเว็บที่แย่มากๆ และตัว robot ของกูเกิล
ก็ไม่ได้โง่ ที่จะไม่รู้ว่าในเว็บเรามีการซ่อนคำอยู่ นอกจากนั้นกูเกิลยังถือว่า เว็บที่มีคำซ้ำๆ
กันอยู่มากมายนั้น ถือว่าเป็นการทำ spam ให้ search engine นั่นก็ถือว่าเป็นเว็บชั้นเลว
เลยที่เดียวเหมือนกัน ถ้าใครเจอก็สามารถทำการแจ้งว่าเป็นเว็บ spam
สำหรับกูเกิลได้เหมือนกัน

เมื่อรู้ดังนั้นแล้วก็เลยรีบทำการแก้ไขวาระซ่อนเร้นต่างๆ ที่อยู่ในเว็บทันที ต้องเหนื่อยอีกเป็นรอบสอง

เมื่อเวลาผ่านไปหลายวัน อันดับการค้นหาของเว็บเราก็กลับมาอยู่หน้า 10 เหมือนเดิม
บางวัน google อารมณ์คงจะดี ก็ได้มาอยู่หน้า 9 ก็ถือว่า เป็นโบนัส

สรุปแล้วก็เป็นอันว่า การเล่นกับคำนั้น ยังมีเรื่องที่ต้องให้ค้นหาอีกมากมาย
สู้ต่อไปนะทุกท่าน

Next Page »