แนวคิดของ Google Wave
อนิจจัง
ความเปลี่ยนแปลงหรือความไม่เที่ยงแท้แน่นอน เป็นสิ่งที่อยู่คู่กับมนุษย์เรา
ตั้งแต่เกิดมาจนตายต้องพบกับการเปลี่ยนแปลงสารพัดเรื่องราว
การเปลี่ยนแปลงถือว่าเป็นเสมือนโรคร้ายแรงชนิดหนึ่งที่คร่าชีวิตผู้คนในโลกเรา
ไม่แพ้โรคเอดส์ หรือโรคมะเร็ง เพียงแค่ว่าเราไม่สามารถรับการเปลี่ยนแปลง
หรือยู่กับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้
เมื่อการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นสิ่งที่ตามมาสำหรับจิตใจของมนุษย์เรามีทั้งดีใจ
และเสียใจ แต่ส่วนมากมักจะเป็นความทุกข์หรือความเสียงใจซะมากกว่า
และสุดท้ายต้องจบชีวิตตัวเองลงเพียงเพราะยอมรับการเปลี่ยนแปลงหรือ
อยู่กับการเปลี่ยนแปลงไม่ได้
เหมือนมนุษย์ถูกสาปให้ผู้ที่แพ้หรือปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม
หรืออะไรต่างๆ รอบตัวไม่ได้ต้องจบชีวิตลง
เหมือนกับการสูญพันธ์ของสัตว์หลายชนิดเช่นไดโนเสาร์
แต่ก็ยังมีกลุ่มที่พยายามจะหาทางช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
ให้สามารถอยู่กับการเปลี่ยนแปลงให้ได้เช่น พระพุทธเจ้า
บอกกับมนุษย์ว่า ทุกอย่างไม่เที่ยงแท้ หรือมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา อย่าเอามาเป็นอารมณ์ อย่าเอามาใส่ใจปล่อยให้มันผ่านไป
ยังมีมนุษย์อีกหลายคนที่ไม่สามารถเข้าถึงคำแนะนำ
ให้สามารถมีชีวิตอยู่ได้กับการเปลี่ยนแปลง
ไม่ว่าจะเป็นการพลัดพรากจากคนที่รัก การที่คนรักเปลี่ยนไปรักคนอื่น
การเปลี่ยนแปลงที่อยู่ การสูญเสียศักดิ์ศรี การสูญเสียอำนาจ
การสูญเสียเงินทอง การสูญเสียสิ่งที่รัก
ลองมองดูว่ามีคนเหล่านี้อยู่ใกล้ตัวคุณหรือไม่ ถ้ามีอย่าลืมให้คำแนะนำดีๆ กับเขา
ในการอยู่บนโลกที่มีความไม่แน่นอนนี้ให้ได้อย่างไร
มีขุมทองอยู่รอบตัวเรา
ความเปลี่ยนแปลงของโลกไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเทคโนโลยีหรือ อะไรก็แล้วแต่
ทำให้การเกิดขึ้นใหม่ของเศรษฐีในเวลาชั่วข้ามคืน หรือเศรษฐีใหม่ที่รวยเร็ว
แบบไม่ทันได้ตั้งตัวเกิดขึ้นมากมาย
เช่นผู้ก่อตั้ง google.com ใช้เวลาแค่ ประมาณ 10 ปี ก็รวยกว่าเศรษฐีเก่า
ในธุรกิจแบบเดิมๆ ได้
เจ้าของชื่อเว็บ thailand.com เก่าที่สามารถขายชื่อโดเมนเนมให้กับ
เจ้าของปัจจุบันได้หลายล้านบาท
ผู้ก่อตั้ง sanook.com ที่สามารถขายเว็บให้กลุ่มทุนจากแอฟริกาใต้ได้
ในราคาหลายล้านบาท แล้วยังสามารถไปสร้างเว็บ kapook.com
ให้ดังและมีความยิ่งใหญ่เหมือนดัง sanook.com ที่ขายไปแล้วได้
เจ้าของเว็บ exteen.com ที่สามารถสร้างระบบเว็บ blog ให้คนมาใช้บริการ
เป็นอันดับหนึ่งของไทย แทนเว็บไดอารี่แบบเดิมๆ และทำรายได้จำนวนมากได้
มันคงไม่ใช่ความบังเอิญเพียงอย่างเดียวที่ทำให้คนเหล่านั้นประสบความสำเร็จ
และรวยได้ มันคือมองหาขุมทอง แล้วลองเสี่ยงขุด เพราะไม่รู้ว่าสิ่งที่คิดว่าทำไปแล้ว
มันจะสำเร็จหรือมีทองอยู่ใต้ดินดังที่หวังไว้หรือไม่
ถ้าโชคดีก็เหมือนถูกหวยหรือเจอทอง สามารถรวยได้ทันใจ แต่ถ้าโชคไม่ดีความเปลี่ยนแปลงของโลกไม่ว่าจะเป็นเรื่… - Google Documents
ก็ต้องมองหาขุมทองขุมต่อไป หรือ พยายามขุดทองขุมเดิมไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเจอ
ถ้าตราบใด ที่ยังมีความหวัง
ณ เวลานี้กำลังมีคนพยายามมองหาขุมทอง คล้ายๆ แบบนี้อยู่เยอะ พอสมควร
เช่น เจ้าของเว็บ redtor.com ที่พยายามกำลังทำให้สิ่งที่ตัวเองเชื่อในเรื่อง seo และ amazon
กลุ่มคนใน thaiseoboard.com ที่เชื่อมั่นในเรื่อง seo ว่าทำรายได้ได้ดี
แม่กระทั้งคนที่ขุดทองเจอแล้วก็ยังขุดต่อ และหาขุมทองต่อไปต่อ เช่น
kapook.com ไม่เคยหยุดการลองของใหม่เช่น สร้าง social network
planet.kapook.com และอีกหลายอย่าง
sanook.com ที่ซื้อเหมืองทองมาจากคนอื่น ก็ยังต้องหาขุมทองใหม่
เ่ช่น นำ ระบบ pligg.com ที่เป็น open soucre มาทำเว็บ tophit.sanook.com
นำ Wordpress ที่เป็น open source เหมือนกัน มาทำ blogger.sanook.com
จับมือกับ ebay เพื่อทำ shopping.co.th และก็อีกหลายอย่าง
google.com เองก็พยายามทดลองตลาดกลุ่มคนใช้งานด้วยระบบใหม่ๆ อยู่เป็นประจำ
ทั้งระบบที่พัฒนาด้วยทีมของกูเกิลเอง ทั้งระบบที่ไปซื้อจากของชาวบ้านแล้วมาพัฒนาต่อ
ตัวที่ไม่ประสบความสำเร็จ แล้วต้องปิดตัวลงไปก็มีแล้วหลายอย่าง เช่น google video
google notebook และก็อีกเยอะแยะ
ในรอบตัวเรานั้นยังมีขุมทองอยู่อีกมากมายที่กำลังรอให้เราไปขุด
แต่ต้องใช้ประสบการณ์และความรู้ในการสืบเสาะ ทำเลที่คิดว่าควรมีทองนิดนึง
แต่ก็ไม่ยากเกินไปสำหรับหลายๆ คนที่อยากจะลงมือขุดทอง
หวังว่าคุณจะเป็นบุคคลที่โชคดีพบขุมทองขนาดใหญ่ และร่ำรวยในเร็ววัน
อยากให้ pantip.com ทำ
กูเกิลได้มีแล็ปสำหรับลองของต่างๆ ที่กำลังซุ่ม และไม่ซุ่มในการพัฒนาบริการใหม่
เพื่อออกมาสู่ชาวโลก
ก่อนที่จะได้ออกมาเป็นฉบับจริงก็จะมีการปล่อยออกมาให้ชาวโลกได้ลองเล่นก่อน
เพื่อตรวจสอบหาจุดบกพร่องเพื่อที่จะได้ทำการแก้ไขให้สมบูรณ์ไป
การทดลองสำหรับระบบโปรแกรมใหม่บางตัวก็ทำเฉพาะในบางประเทศ เช่น
มีการทดลองระบบคล้ายเว็บบอร์ดเฉพาะในประเทศไทย คือ guru.google.co.th
เว็บนี้จะมีลักษณะคล้ายๆ pantip.com ของบ้านเรา คือใครมีปัญหาอะไรก็จะ
มาโพสถามในเว็บบอร์ด พอมีคนรู้ผ่านมาก็จะมาช่วยตอบ
แต่ของ guru.google.co.th จะมีความพิเศษกว่าคือ จะมีการให้คะแนนกับทุกคน
ที่เข้ามาใช้บริการเว็บ และมีลูกเล่นหลายอย่าง ซึ่งก็ใกล้เคียงกับเว็บ expert2you.com
ในบ้านเราที่เกิดขึ้นเกือบสิบปีมาแล้ว
ที่กูเกิลลองแบบมีคาดว่าน่าจะทดลองวัฒนธรรมของคนตะวันออกว่ามีวัฒนธรรม
การใช้อินเตอร์เน็ตแบบไหนและจะได้หาทางตอบสนองความต้องการนั้นๆ ให้ตรงจุด
และดีขึ้น
และเรื่องนี้ก็น่าจะเกี่ยวโยงกับการที่เว็บ google.com ไม่ได้เป็น search engine
อันดับหนึ่งในประเทศเกาหลี เพราะมีเว็บอย่าง naver.com ที่จะมีลักษณะเหมือน
guru.google.co.th และ pantip.com ของบ้านเราเลย
เว็บ naver.com เกิดมาหลายสิบปีแล้วเพราะฉะนั้นคลังความรู้ต่างๆ ที่คนมาช่วยกันถาม
ช่วยกันตอบในเว็บมีจึงมีปริมาณมากมายหลายล้านเรื่อง และทำให้เว็บมีจำนวนหน้ามหาศาล
พอคนเกาหลีค้นหาอะไร มันก็เลยต้องมาหาในเว็บนี้ เพราะเว็บนี้มีทุกอย่างที่ต้องการ
กูเกิลพยายามอย่างมากที่จะเอาชนะเว็บนี้ให้ได้ คาดว่านี้น่าจะเป็นการทดลองกับ
วัฒนธรรมตะวันออกแน่ๆ
น่าเสียดายที่เว็บ pantip.com ของเราก็เกิดมานานหลายปีแล้วเหมือนกัน
แต่ pantip.com ไม่ได้มีการเก็บข้อมูลของการถามตอบปัญหาทั้งหมด
จะมีช่วงเวลาการเก็บไม่นานแล้วก็ปล่อยให้ข้อมูลนั้น ลอยหายไปกับสายลม
เหมือนมองไม่เห็นคุณค่า
รู้ว่า pantip.com มีปัญหาเรื่องปริมาณข้อมูลมหาศาลของยอมปล่อยข้อมูล
บางส่วนทิ้ง แต่ pantip.com เคยคิดไหมว่าทำไม google.com จึงทำ
server farm เป็น พันๆ หมื่นๆ เครื่องได้ ทำไม naver.com
จึงคงสภาพข้อมูลของเว็บได้ หรือคนไทยความสามารถไม่พอ
ก็คงไม่ใช่
pantip.com อาจจะบอกต่อว่ามันเป็นปัญหา
เรื่องทุน ผมว่าถ้า pantip.com ลองเปิดใจรับทุนหรือกระจายหุ้นจริงๆ
ยังสามารถทำเป็นบริษัท มหาชน ยักษ์ใหญ่ หลายพันล้านเอาชนะหลายเว็บ
ทั้งในไทยและเมืองนอกได้สบาย
ถ้าเว็บ pantip.com ทำเหมือนกับเว็บ naver.com ของเกาหลี
ป่านนี้คาดว่า google.com ไม่น่าจะไม่ใช่เว็บอันดับหนึ่งในประเทศไทยแน่นอน
มันไม่ใช่แค่เอาชนะ google.com หรือ pantip.com ประสบความสำเร็จ
แต่มันคือผลประโยชน์ของคนที่ใช้ pantip.com และ
มันเป็นประโยชน์สำหรับคนในประเทศไทย
รู้ว่า pantip.com ให้อะไรคนไทยมามาก แต่ pantip.com ให้กับคนไทย
ได้มากกว่านี้อีกมาก ถ้าจะทำ
เขตต์อรัญ เลิศพิพัฒน์
เช้าวันหนึ่งได้ฟังข่าวว่ามีพายุลมแรงทำให้ต้นไทรใหญ่อายุกว่าร้อยปีหักลงมา
ทำให้นึกถึงเพลงของศิลปินวงโปรดที่ฟังอยู่เป็นประจำในอดีตคือเพลง “พายุ”
ของวง “ไมโคร” ขึ้นมาทันที
เนื้อเพลงกล่าวถึงบรรยากาศก่อนที่จะมีพายุใหญ่จะมาเป็นอย่างไร
ซึ่งจะเหมือนกับที่ทางข่าวแจ้งเตือนการให้ระวังว่าการจะมีพายุใหญ่
และหนักจะมีสภาพบรรยากาศเป็นอย่างไร แล้วก็ตรงกับผู้ใหญ่หรือ
พ่อแม่แถวบ้านบอกกับเราตอนเด็กๆ ว่า ถ้าฟ้าแดงมีเมฆดำทมึนเมื่อไหร่
ก็แสดงว่า นั่นหมายถึงพายุหนักกำลังจะกระหน่ำมา
เนื้อเพลงยังเปรียบเปรยธรรมชาติกับชีวิตจริงของคนว่า
ถ้าใครทำตัวอ่อนเอนตามพายุเหมือนต้นหญ้าริมทาง
ซึ่งก็จะคล้ายกับคำสุภาษิตที่ว่า น้ำเชี่ยวอย่าเอาเรือไปขวาง
เช่นเจอคนที่กำลังโมโหร้ายบ้าดีเดือด ก็อย่าทำตัวขวาง
เขาแต่ควรจะพูดดี พูดเอาใจเขาไว้ก่อน ก็จะอยู่รอดปลอดภัย
อย่า ไปทำตัวเหมือนต้นไทรใหญ่ที่ลมพายุมาก็ยังยืน
ตะหง่านเป็นสง่าอยู่ตลอดเวลา ทำตัวต้านแรงลม
แต่สุดท้ายก็ต้านพายุแรงไม่ไหวต้องโค้นล้มลง
ในที่สุด เหมือนในข่าว
ถ้าเป็นก็คงโดนดีโดนพวกบ้าดีเดือดทำร้ายเอาได้
เนื้อเพลงแต่งได้สละสลวยแล้วก็เพราะมากผมก็ชอบฟัง
แล้วก็ร้องตามอยู่เป็นประจำ แล้วก็ทำให้นึกถึงคนที่
แต่งเพลงแนวนี้จะเป็นใครไปไม่ได้ถ้าอยู่ในค่ายแกรมมี่
ก็คือคุณ “เขตต์อรัญ เลิศพิพัฒน์” ซึ่งท่านจะเป็นคนที่
แต่งเพลงสไตล์นี้อยู่ประจำ
ถ้า จำไม่ผิดในสมัยเมื่อก่อนที่ผมฟังเพลงทั้งคืนทั้งวันนั้น
ทางแกรมมี่เขามีแนวคิดว่าใน อัลบั้มๆหนึ่งของศิลปินนั้น
จะต้องมีเพลงที่เป็นไม่ใช่แนวอกหักรักคุดหรือ เป็นเพลง
ที่มีสาระนั่นเองซึ่งก็เป็นแนวคิดที่ดีและควรจะเพิ่มมากกว่า
หนึ่งเพลงด้วยซ้ำในปัจจุบัน
แล้วคนที่แต่งเพลงแนวนี้ให้กับแกรมมี่ก็จะเป็นคุณเขตต์อรัญ เช่น
เพลง “เก็บไว้ให้เธอ” ของวง “นูโว”
เพลง “ก็มันเป็นอย่างนั้น” “เบื่อก็ทนเอา” ของ “บิลลี่ โอแกน”
เพลง “เส้นตรง” ของ “มอส ปฏิภาน”
เพลง “เครื่องจักรน้อย ๆ” “คือฝน” “หยุดมันเอาไว้” “พายุ”
“จริงใจซะอย่าง” “ลองบ้างไหม” “เปิดฟ้า” “อู๊ดกับแอ๊ด” ของวง “ไมโคร”
ซึ่งวงนี้ร้องได้ทุกเพลง
เพลง ” กระดี่ได้น้ำ” (แต่งร่วมกับ นิติพงษ์ ห่อนาค) “ทำดีได้ดี”
“วีณาแกว่งไกว” (เพลงนี้ชอบมาก ทำนองก็มันส์) “สัจธรรม”
“ขลุ่ยผิว” “ผักชีโรยหน้า” “สายล่อฟ้า” (เพลงนี้ผมชอบใช้เป็นนามแฝง)
“ให้มันเป็นไป” “ทองไม่รู้ร้อน” “ฟักทอง” “สุขใจ” “รุ้งกินน้ำ”
“สับปะรด” “เหลือเก็บเหลือจ่าย” “พบกันครึ่งทาง”
ของอัสนี และ วสันต์ โชติกุล ของพี่สองคนนี้ก็ร้องได้เกือบทุกเพลง
นอก จากจากนี้ก็ยังมีอีกหลายเพลง แล้วก็หลายศิลปิน
ที่คุณเขตต์อรัญเป็นคนแต่ง ซึ่งส่วนมากก็จะไม่ได้เป็นเพลง
เกี่ยวกับความรักอะไรเลย โดยเฉพาะที่ยกมาเป็นตัวอย่างด้านบนทั้งหมด
ไม่มีเพลงที่เกี่ยวกับความรัก เลย แต่จะเป็นเพลงที่ออกแนวปรัชญา
ให้แง่คิดการใช้ชีวิตดีๆ ธรรมะ หรือ พุทธปรัชญา ซึ่งผมเคยกล่าวถึง
ว่าอยากให้ประเทศไทย มีเพลงแบบนี้บ้างใน “บทเพลงที่หายไป”
ซึ่งผมก็เคยฝันว่าอยากเป็นคนเขียนเพลงแบบนี้เหมือน กัน
และในเมืองไทยก็มีไม่กี่คนที่แต่งเพลงแนวนี้ได้ดี คือ
เป็นเพลงที่แฝงแง่คิดและปรัชญา และสาระในเพลงได้
แต่ก็สามารถทำให้วัยรุ่นฟังได้และเข้าถึงวัยรุ่นได้ ไม่น่าเบื่อ
คน ที่แต่งเพลงแนวนี้เช่น คุณโป่ง ปฐมพงศ์ สมบัติพิบูลย์,
คุณยืนยง โอภากุล, คุณทิวา สาระจุฑะ, คุณศุ บุญเลี้ยง,
คุณพงศ์พรหม สนิทวงศ์ ณ อยุธยา และอีกหลายท่าน
แต่ว่าหลังๆมา คนเหล่านี้นานๆ ทีก็ถึงจะมีผลงานออกมา
และออกมาแต่ละครั้งก็ไม่ค่อยได้รับการโปรโมทเหมือน
อยู่ค่ายใหญ่ เพราะไม่ใช่เพลงแนววัยรุ่นหรือเพลงตลาด
เมื่อวันก่อนช่วงประมาณ 5 ทุ่มขณะขับรถกลับบ้านได้ฟัง
รายการวิทยุคลื่นหนึ่งซึ่งก็ได้ฟังเรื่อยๆ ถ้ามีโอกาสบังเอิญขณะขับรถ
แต่ยังจำชื่อนักจัดรายการไม่ได้ มีสองท่าน ในรายการจะกล่าวถึง
วงการดนตรีของบ้านเราแล้วก็จะเป็นแนวคุณภาพ ไม่เลือกค่าย
ไม่เลือกแนว ไม่เลือกเก่า ไม่เลือกใหม่ ถือว่าเป็นรายการที่ดีพอสมควร
(ถ้าได้ชื่อรายการและคลื่นจะมาแจ้งให้ทราบ)
ในรายการกล่าวถึงคุณเขตต์อรัญพอดี ว่าท่านเป็นบุคคลคุณภาพ
และเพิ่งได้รู้วันนั้นนั่นเองว่า คุณเขตต์อรัญ ได้เสียชีวิตไปตั้งแต่ปี 2546 แล้ว
ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายและเสียใจอย่างยิ่งที่ประเทศไทยต้องเสียคนดีๆ อย่างนี้ไป
แล้วในรายการก็เปิดเพลงที่ท่านแต่งให้ฟังคือ เพลง “ดนตรี คีตา เวหา จักรวาล”
ซึ่งร้องโดยคุณ เรวัต พุทธินันทน์ เนื้อหาเพลงจะเป็นแนว พุทธปรัชญา
แต่ถึงอย่างไรก็ตามเพลงหลายๆ เพลงของท่านยังจะได้อยู่คู่กับคนไทยไปอีกนาน
และเป็นอมตะด้วยซ้ำ เพราะเพลงแต่ละเพลงเป็นเพลงที่ให้แง่คิด เป็นปรัชญา
เป็นธรรมะ ไม่มีวันที่จะเลือนหายไปจากหูของของฟังเพลงแต่อย่างใด
คงมีการนำมาฟังซ้ำ ทำใหม่ ร้องใหม่อยู่เรื่อยไป
หนังสือที่ควรซื้อให้เด็กอ่าน
เป็นหนังสือที่ผู้เขียนยังไม่เคยได้อ่านหรอก แต่ก็ตรงกับแนวคิด คือ
ถ้าอยากให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในวันข้างหน้า ก็ต้องให้เขาได้รู้จัก
ต้นแบบดีๆ หรือผู้ที่อยากให้เขาอยากเอาอย่าง
ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เคยเขียนถึงเรื่องประมาณนี้หลายครั้ง ซึ่งก็จะเป็น
ประสบการณ์ตรงของผู้เขียนเอง
หนังสือที่กำลังกล่าวถึงมี 2 เล่มคือ
“มองซีอีโอโลก” โดยคุณวิกรม กรมดิษฐ์ ขายราคาแค่ 100 บาท
ซึ่งตอนนี้มีออกมาถึง 3 เล่มแล้ว
หนังสือจะเล่าถึงประวัติของคนทั่วโลกที่ดังๆ เก่งๆ ทั้งหลาย
เล่มที่ 2 คือ ” a day 100 idol ” โดยนิตยสาร a day ราคาก็ไม่แพงถ้าเทียบกับคุณภาพคือ 200 บาท
โดยหนังสือจะนำประวัติบุคคลดังที่ส่วนมากจะเป็นแบบให้กับวัยรุ่น มารวมกันถึง 100 คน
ส.ส. ไซด์ไลน์
ส.ส. ที่ไม่มีความคิดหรืออุดมการณ์เป็นของตัวเอง ให้ใครมาชักจูงหรือเอาเงินมาซื้อ
บอกให้ทำอะไรก็ทำตาม คิดเองไม่เป็นว่าอะไรควรทำ ไม่ควรทำ
ก็ไม่ต่างจากควายที่ให้คนสนตะพาย จูงไปไหนต่อไหนก็ได้ ขอแค่มีหญ้ามีน้ำให้กิน
จะจูงไปไหนก็ไป
ตัวฉกาจเลยล่ะ




